วิธีรับมือเมื่อสร้างบ้านแล้วถูก #ผู้รับเหมาโกง หรือ #ผู้รับเหมาทิ้งงาน
บ้านในฝันของหลายคนต้องกลายเป็นฝันร้าย เพราะผู้รับเหมาที่ไร้จรรยาบรรณ ขาดความรับผิดชอบ เบิกเงินล่วงหน้าแล้วหนี ทิ้งงาน ทำงานไม่เสร็จตามงวด หรือใช้วัสดุไม่ตรงสเปก
ปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน หรือการโกงในรูปแบบต่างๆ เป็นเรื่องที่ทำให้เจ้าของบ้านเสียทั้งเงินและเวลา บทความนี้จะช่วยให้ท่านรู้ถึงสเต็ปการรับมือ และวิธีป้องกันเพื่อไม่ให้คุณต้องตกเป็นเหยื่อ
การจ้างก่อสร้างบ้านถือเป็น "สัญญาจ้างทำของ" แม้กฎหมายจะไม่ได้บังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ (ตกลงปากเปล่าก็มีผลสมบูรณ์) แต่ในทางปฏิบัติ การฟ้องร้องด้วยสัญญาปากเปล่าจะยากมาก เพราะการพิสูจน์ถึงข้อตกลงตามสัญญาปากเปล่าเป็นเรื่องที่ยาก ดังนั้นจึงควรทำสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อป้องกันการโต้เถียงถึงความถูกต้องของข้อตกลงระหว่างกัน
1. ทิ้งงาน หยุดทำงานทั้งที่งานยังไม่เสร็จ ขนเครื่องมือและคนงานออก ติดต่อไม่ได้
2. งานล่าช้ากว่ากำหนด มักเกิดจากสาเหตุที่ผู้รับเหมาขาดสภาพคล่อง หรือรับงานหลายที่ทำให้ต้องโยกคนงานไปทำ
3. งานชำรุดบกพร่อง/ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ใช้วัสดุเกรดต่ำ (ผิดสเปก) หรือสร้างผิดแบบ
• "ช่างชุดเก่ามีปัญหา กำลังหาช่างชุดใหม่" มักใช้เป็นข้ออ้างเพื่อดึงเวลา หรือโยกคนไปรับงานอื่น
• "วัสดุขาดตลาด ขอเบิกเงินงวดหน้าไปมัดจำของก่อน" เจตนาดึงเงินงวดหน้าทั้งที่งานเก่ายังไม่เสร็จ
• "หมุนเงินไม่ทัน ขอเบิกล่วงหน้าไม่งั้นไม่มีเงินจ่ายค่าแรงลูกน้อง" แสดงให้เห็นว่าผู้รับเหมาขาดสภาพคล่องรุนแรง ส่อแววทิ้งงานสูง
หากคุณเจอข้ออ้างเหล่านี้และงานมีปัญหา แนะนำ 6 สเต็ปการรับมือทางกฎหมาย ดังนี้
เตรียมสัญญาจ้างทำของ, เอกสาร BOQ (สำคัญมากใช้ตรวจสอบเทียบจุดต่อจุดว่าใช้วัสดุตรงสเปคหรือไม่), สลิปโอนเงินทุกงวด, ประวัติการแชท (Line/Facebook), รูปถ่ายหรือคลิปวิดีโอหน้างานปัจจุบัน และรายงานการตรวจบ้าน (ถ้ามี)
"ห้ามใจอ่อนโอนเงินเพิ่มเด็ดขาด" เพราะโอกาสได้คืนแทบจะเป็นศูนย์
ให้ทนายส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถาม (Notice) เพื่อกำหนดระยะเวลาให้ผู้รับเหมาทำตามสัญญาให้เสร็จ หากพ้นกำหนดถือเป็นการ "บอกเลิกสัญญา"
จากประสบการณ์ที่ทำคดีมาพบว่าหลายกรณีเป็นความผิดอาญา ต้องดูเจตนาและพฤติการณ์เป็นสำคัญ แบบไหนเป็นคดีแพ่ง แบบไหนเป็นคดีอาญา ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพดังนี้
• คดีแพ่ง (ผิดสัญญาจ้างทำของ):
o มีการซื้อของ ขนของเข้าหน้างานจริง ทำจริงแต่ทำไม่เสร็จแล้วติดต่อไม่ได้ (ผู้รับเหมาทิ้งงาน)
o สร้างเสร็จแล้วแต่งานไม่ได้มาตรฐาน ผิดสเปกหรือมีจุดบกพร่อง (แต่หากผิดสเปกในส่วนโครงสร้างที่สำคัญและไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา เคยมีกรณีที่พบว่าใช้เหล็กในขนาดที่ต่างจากสเปกมากทั้งหลังแบบนี้ถือเป็นการฉ้อโกง)
• คดีอาญา (ฉ้อโกง มีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับสูงสุด 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ):
o หลอกให้โอนเงินมัดจำก้อนแรกแล้วหายไปเลย ไม่มีแม้แต่การซื้อวัสดุอุปกรณ์เข้าหน้างาน แบบนี้ถือว่ามีเจตนาโกงมาแต่แรกเข้าข่ายฉ้อโกง
o ผู้รับเหมาไม่มีความรู้ไม่ได้ประกอบวิชาชีพในการก่อสร้าง หรือใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของผู้อื่นมาแอบอ้าง
ให้บริษัทที่รับตรวจมาประเมินหน้างานเทียบกับ BOQ ว่าผู้รับเหมาทำงานได้กี่ส่วน เบิกเงินเกินไปเท่าไหร่ เพื่อใช้ตัวเลขนี้เป็นหลักฐานฟ้องเรียกเงินส่วนต่างคืน หรือประเมินว่าผู้รับเหมาทิ้งความเสียหายต้องเสียค่ารื้อถอนหรือแก้ไขเท่าไหร่ เพื่อใช้เป็นฐานตัวเลขในการเรียกค่าเสียหาย
• เรียกเงินค่าจ้างจากผู้รับจ้างคืนกรณีผู้รับจ้างทิ้งงาน
• ค่าปรับหรือเบี้ยปรับส่งมอบงานล่าช้า
• ค่าเสียหายกรณีงานที่รับจ้างชำรุดบกพร่อง
• ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ เนื่องจากการผิดสัญญา
• ค่าขาดโอกาสทางการค้า เช่น ก่อสร้างร้านอาหารหรือศูนย์การค้าล่าช้า
• ค่าเสียหายจากการแก้ไขแบบก่อสร้างให้เป็นไปตามสัญญา
• ค่าเสียหายที่เพิ่มขึ้นจากการจ้างผู้รับเหมารายใหม่ กรณีผู้รับเหมาเดิมละทิ้งงาน หรือไม่ก่อสร้างตามแบบ เพราะผู้รับเหมารายใหม่จะต้องแก้ไขซ่อมแซมรื้อถอน
• ค่าเสียหายเชิงลงโทษ เนื่องจากคดีที่ผู้ว่าจ้างฟ้องผู้รับเหมาเป็น #คดีผู้บริโภค ซึ่งกฎหมายให้ความคุ้มครองแก่ผู้ว่าจ้างในฐานะผู้บริโภคเป็นพิเศษ และเปิดโอกาสให้ศาลสามารถกำหนด “ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ (Punitive Damages)” เพิ่มเติมจากค่าเสียหายตามจริงได้ เช่น ในกรณีที่ผู้รับเหมาจงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญาก่อสร้างอาคารพิพาทมาตั้งแต่ต้น ถือว่ามีเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น และเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน (ฎ.6542/2567)
1. แบ่งงวดเงินตาม "เนื้องานที่ทำเสร็จจริง" และต้องกำหนดเวลาการทำงานในแต่ละงวดไว้ให้ชัดเจน โดยมีแนวทางการแบ่งงวดงานและค่าจ้างที่จ่ายในแต่ละงวดดังนี้
o งวดที่ 1: ตีผัง ปักหมุด เคลียร์พื้นที่ (5%)
o งวดที่ 2: งานโครงสร้าง คสล. พื้น บันได (25-30%)
o งวดที่ 3: งานโครงหลังคา มุงหลังคา (10%)
o งวดที่ 4: งานก่อ ตั้งวงกบ ฉาบ (15-20%)
o งวดที่ 5: งานฝ้าเพดาน (5%)
o งวดที่ 6: งานไฟฟ้า (5%)
o งวดที่ 7: ตกแต่งพื้น (5-10%)
o งวดที่ 8: งานประปา สุขาภิบาล สุขภัณฑ์ (5%)
o งวดที่ 9: ติดตั้งประตูและหน้าต่าง (7%)
o งวดที่ 10: งานสี (7%)
o งวดที่ 11: เก็บงาน ทำความสะอาด (5%)
2. รีบดำเนินการก่อนหมดอายุความ
o ฟ้องเรื่องความชำรุดบกพร่อง อายุความ 1 ปี นับแต่พบความชำรุดบกพร่องนั้น (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601)
o ฟ้องเรียกเงินคืนจากการทิ้งงานหรือผิดสัญญา มีอายุความ 10 ปี
3. เรียกเก็บเงินประกันผลงาน ควรมีการเรียกเก็บเงินประกันผลงาน 5-10% ของเงินค่าจ้างทั้งหมด ซึ่งมี 2 รูปแบบที่นิยม แบบแรกคือให้ผู้รับเหมาวางเงินเป็นก้อนก่อนเริ่มงาน แบบที่สองคือหักจากค่าจ้างในแต่ละงวด
4. ทำ BOQ เสมอ ควรให้ผู้รับเหมาจัดทำใบแสดงรายการวัสดุ (BOQ) ประกอบสัญญาทุกครั้ง
5. สงวนสิทธิค่าปรับ หากงานเสร็จล่าช้า ขณะรับมอบงานต้องแสดงเจตนาที่จะเรียกเบี้ยปรับด้วย หากรับมอบงานเฉยๆ โดยไม่ทักท้วง จะฟ้องเรียกค่าปรับภายหลังไม่ได้ (ฎ.3012/2552)
6. ตรวจสอบประวัติของผู้รับเหมาก่อนจ้าง เช่น ขอดูทะเบียนพาณิชย์หรือหนังสือรับรองบริษัท ดูผลงานที่ผ่านมา ขอรายชื่อลูกค้าที่เคยว่าจ้างเพื่อสอบถามโดยตรง และควรตรวจสอบฐานะทางการเงินของผู้รับเหมา เช่น การตรวจสอบจากงบดุลของบริษัทที่ประกาศในเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า(https://datawarehouse.dbd.go.th) เพื่อประเมินถึงความมั่นคงทางการเงินของผู้รับเหมา รวมถึงว่าหากต้องมีการฟ้องคดีกันแล้วผู้รับเหมาจะมีทรัพย์สินเพียงพอที่เราจะบังคับคดีได้
-----------------------------------------
สำนักงานทนายความ วี อาร์ วัน ลอว์เฟิร์ม
Line : @werone โทร : 083-9851829
-----------------------------------------
-----------------------------------------
บทความโดย ทนายธวัชชัย บุตรศรีคุ้ย